วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Motor Protection ( I )

Thermal Overload Protection

              ความเสียหายที่เกิดกับขดลวด (Winding Failures) ส่วนใหญ่มักเกิดจากการ Overload ทั้งทางตรง หรือทางอ้อม หรือเกิดจากการใช้งานมอเตอร์ในสภาวะที่มีแรงดันไฟฟ้าไม่สมดุล หรือเกิดจากสภาวะ Single phasing (การสูญเสียเฟส 1 เฟส) ซึ่งสาเหตุดังกล่าวข้างต้นล้วนส่งผลให้เกิดความร้อนสูงกับตัวฉนวนของขดลวด (Winding Insulation) จนอาจทำให้เกิดความผิดพลาดทางไฟฟ้า (Electrical Fault) เมื่อพิจารณาจากกฎเกณฑ์ทั่วไปเกี่ยวกับอายุของฉนวน ปรากฎว่าอายุฉนวนจะลดลงครึ่งหนึ่งเมื่ออุณหภูมิขดลวดเพิ่มขึ้น 10 ºC จากอุณหภูมิพิกัด ซึ่งสามารถปรับปรุงแก้ไขได้โดยเพิ่มระยะเวลาขณะที่มีอุณหภูมิสูงออกไปเปรียบเสมือนการทำให้มอเตอร์มีความสามารถในการสะสมความร้อนได้นานขึ้น (Heat Storage Capacity) ถ้าเกิด Overload น้อยๆภายในระยะเวลาสั้นๆก็ไม่มีผลกระทบต่อมอเตอร์ แต่ถ้าเกิด Overload เพียงเล็กน้อยอย่างต่อเนื่องอาจทำให้เกิดอายุฉนวนลดลง ซึ่งเป็นให้เกิดความเสียหายกับฉนวนของมอเตอร์ได้
               ความสามารถทนต่อความร้อนของมอเตอร์ (Thermal withstand capability) มีผลกระทบมาจากความร้อนในตัวขดลวด ซึ่งจำเป็นในการพิจารณาคุณสมบัติของรีเลย์ (Relay Characteristic) สำหรับกรณี Cold condition และ Hot condition
               ความหลากหลายในการออกแบบมอเตอร์, การใช้งาน และการเดินเครื่องที่ผิดปกติเป็นผลให้เกิดความร้อนกับมอเตอร์ได้ ซึ่งไม่สามารถที่เขียนสมการทางคณิตศาสตร์อย่างชัดเจนเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ดังกล่าวได้ทำได้แค่เพียงประมาณการในรูปสมการอย่างคร่าวๆ โดยตั้งสมมุติฐานให้มอเตอร์มีสภาพโครงสร้างเป็นเนื้อเดียวกันหมด (Homogeneous body) กำหนดให้การกระจายความร้อนเป็นสัดส่วนกับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหลักการดังกล่าวเรียกว่าหลักการ Thermal Replica Model สามารถใช้อธิบายการป้องกันมอเตอร์กรณี Overload หรือ Motor Overload Protection

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เครื่องควบคุมมอเตอร์

เครื่องควบคุมมอเตอร์ชุดของอุปกรณ์ที่ใช้บังคับให้มอเตอร์เริ่มเดินหยุดหมุนหรือกลับทางหมุนได้ เครื่องควบคุมมอเตอร์มีหลายหลายชนิด เช่นชนิดที่ใช้สวิตช์แม่เหล็กไฟฟ้า ชนิดอิเล็กทรอนิกส์ สวิตช์ชนิดต่างๆ เครื่องควบคุมมอเตอร์แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ
1. เครื่องควบคุมการเริ่มเดินมอเตอร์ ด้วยการต่อโดยตรงกับแหล่งจ่าย (Direct on Line Starter; DOL)การเริ่มเดินแบบนี้ แรงบิดเริ่มเดินจะสูงประมาณ 1.5 เท่าของแรงบิดตามพิกัดแต่กระแสเริ่มเดิน จะสูงประมาณ 4-8 เท่า ของพิกัดจึงเหมาะสำหรับการเริ่มเดินมอเตอร์ขนาดเล็กไม่เกิน 7.5 แรงม้าเนื่องจากจะเกิดแรงดันไฟตกหรือกระพริบขณะเริ่มมอเตอร์

2. เครื่องควบคุมการเริ่มเดินมอเตอร์ด้วยการลดแรงดันไฟฟ้า ( Reduced Voltage Starter)
การเริ่มเดินด้วย การลด แรงดันไฟฟ้าให้ตํ่าลง จะทำให้กระแสเริ่มเดินลดลงเช่นกัน การเริ่มเดินแบบนี้ทำหลายได้วิธีได้แก่
- การเริ่มเดินแบบสตาร์-เดลต้า
- การเริ่มเดินด้วยออโต้ทรานฟอร์เมอร์ (Auto Transformer Starter)
- การเริ่มเดินด้วยความต้านทาน (Resistance Starter)

ตารางเปรียบเทียบกระแสสตาร์ทมอเตอร์

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การสตาร์ทมอเตอร์ 3 เฟส

             การสตาร์ทมอเตอร์ 3 เฟสที่มีขนาดใหญ่เกินกว่า 5 กิโลวัตต์นั้นไม่สามารถใช้วิธีการสตาร์ตรงได้(Direct Start) ได้เนื่องจากกระแสสตาร์ทสูงมาก(ปกติค่ากระแสสตาร์ทสูงประมาณ 5 - 7 เท่าของค่ากระแสตามปกติของค่ากระแสตามปกติ ของค่าพิกัดมอเตอร์)จึงต้องการอาศัยเทคนิคการสตาร์ทมอเตอร์ ที่สามารถลดกระแสขณะสตาร์ทมอเตอร์ได้มิฉะนั้นแล้วการสตาร์ทมอเตอร์ขนาดใหญ่จะทำให้เกิดผลเสียแก่ ระบบไฟฟ้าหลายประการเช่น
1.ทำให้เกิดไฟแสงสว่างวูบหรือกระพริบ
2.ทำให้อุปกรณ์ป้องกันแรงดันไฟฟ้าตกทำงาน
3.อาจเกิดโอเวอร์โหลดแก่ระบบจ่ายไฟเข้าโรงงาน เช่นหม้อแปลงไฟฟ้า
4.อาจทำให้ฟิวส์แรงสูงที่ระบบจ่ายไฟฟ้าขาด
5.กระทบต่อการทำงานของมอเตอร์ตัวอื่นๆในโรงานที่ทำงานในสภาวะโอเวอร์โหลด
อาจดับหรือหยุดทำงานได้เพราะไฟตก
ดังนั้นมอเตอร์ที่มีขนาดสูงกว่า 5 กิโลวัตต์ต้องใช้เทคนิคการสตาร์ทมอเตอร์แบบลดกระแสซึ่งมีอยู่ 3 วิธี
1.การสตาร์ทแบบสตาร์-เดลต้า
2.การสตาร์ทแบบลดกระแสแบบตัวต้านทาน
3.การสตาร์ทโดยใช้หม้อแปลงลดแรงดัน
ในบทนี้จะกล่าวถึงเฉพาะการสตาร์ทแบบสตาร์-เดลต้าเท่านั้น
การสตาร์-เดลต้าหมายถึง ขณะสตาร์ทมอเตอร์เป็นแบบสตาร์และเมื่อมอเตอ์ืหมุนไปด้วยความเร็ว 75%ของความเร็วพิกัด มอเตอร์จะต้องหมุนแบบเดลต้า

การสตาร์ทแบบสตาร์-เดลต้า สามารถทำได ้2 วิธี
1.ใช้สตาร์-เดลต้าสวิตช์
2. ใช้คอนแทคเตอร์
2. การสตาร์ทแบบสตาร์เดลต้า
สตาร์-เดลต้า-สวิตช์เป็นสวิตช์ลักษณะของดรัม หรือ โรตารี่ แคมสวิตช์ คล้ายกับสวิตช์กลับทางหมุน
มอเตอร์แต่โครงสร้างต่อภายใน เปลี่ยนแปลงไปให้เหมาะสมกับหลักการสตาร์ทแบบนี้รูปของโรตารี่
แคมสวิตช์ทำหน้าที่เป็น สตาร์-เดลต้า
วงจรกำลังของการสตาร์ทมอเตอร์แบบสตาร์- เดลต้านั้นการสตาร์ทจะต้องเรียงกัน ไปจากสตาร์ไปเดลต้าและคอนแทคเตอร์สตาร์กับคอนแทคเตอร์เดลต้าจ ะต้องมี Interlock ซึ่งกนและกัน การควบคุมมี 2 อย่างคือ เปลี่ยนจากสตาร์ไปเดลต้าโดยการกด Pushbutton กับเปลี่ยนโดยอัตโนมัติด้วยการใช้รีเลย์ตั้งเวลาการควบคุมแบบอัตโนมัติมี 2 วิธี
1. ต่อจุดสตาร์ด้วย K2 ก่อนจ่ายไฟเข้า K1
2. จ่ายไฟด้วย K1 ก่อนต่อจุดสสตาร์ด้วย K2

วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Motor (Part III)

มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส
แบ่งออกตามโครงสร้างและหลักการทำงานของมอเตอร์ได้ 2 แบบ คือ
1. มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส แบบอินดักชั่น (3 Phase Induction Motor)
2. มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส แบบซิงโครนัส (3 Phase Synchronous Motor)

1. มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส แบบอินดักชั่น
                มอเตอร์ไฟสลับ 3 ที่มีคุณสมบัติที่ดี คือมีความเร็วรอบคงทีเนื่องจากความเร็วรอบอินดักชั่นมอเตอร์ขึ้นอยู่กับความถี่ี่(Frequency)ของแหล่งกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับมีราคาถูกโครงสร้างไม่ซับซ้อน สะดวกในการบำรุงรักษาเพราะไม่มีคอมมิวเตเตอร์และแปรงถ่านเหมือนมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงมื่อใช้ร่วมกับเครื่องควบคุมความเร็วแบบอินเวอร์เตอร์ (Invertor) สามารถควบคุมความเร็ว (Speed) ได้ตั้งแต่ศูนย์จนถึงความเร็วตามพิกัดของมอเตอร์นิยมใช้กันมาก เป็นต้นกำลังในโรงงานอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนลิฟท์ขับเคลื่อนสายพานลำเลียง ขับเคลื่อนเครื่องจักรไฟฟ้า เช่น เครื่องไส เครื่องกลึง มอเตอร์อินดักชั่นมี 2 แบบ แบ่งตามลักษณะตัวหมุนคือ
1.1 อินดักชั่นมอเตอร์ที่มีโรเตอร์แบบกรงกระรอก(Squirrel Cage Induction Motor)
อินดักชั่นมอเตอร์แบบนี้ ตัวโรเตอร์จะมีโครงสร้างแบบกรงกระรอกเหมือนกับโรเตอร์ของสปลิทเฟสมอเตอร์ดังรูปด้านล่าง



1.2 อินดักชั่นมอเตอร์ที่มีโรเตอร์แบบขดลวด(Wound Rotor Induction Motors)
             อินดักชั่นมอเตอร์ชนิดนี้ตัวโรเตอร์จะทำจากเหล็กแผ่นบาง ๆ อัดซ้อนกันเป็นตัวทุ่นคล้าย ๆ อาร์เมเจอร์ของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง มีร่องสำหรับวางขดลวดของตัวโรเตอร์เป็นขดลวด 3 ชุดสำหรับสร้างขั่วแม่เหล็ก 3 เฟสเช่นกันปลายของขดลวดทั้ง 3 ชุดต่อกับสปริง(Slip Ring) จำนวน 3 อันสำหรับเป็นทางให้กระแสไฟฟ้าครบวงจรทั้ง 3 เฟสการทำงานของอินดักชั่นมอเตอร์ เมื่อจ่ายไฟฟ้าสลับ 3 เฟสให้ที่ขดลวดทั้ง 3 ของตัวสเตเตอร์จะเกิดสนามแม่เหล็กหมุนรอบ ๆ ตัวสเตเตอร์ ทำให้ตัวหมุน (โรเตอร์) ได้รับการเหนี่ยวนำทำให้เกิดขั่วแม่เหล็กที่ตัวโรเตอร์และขั่วแม่เหล็กนี้ จะพยายามดึงดูดกับสนามแม่เหล็กที่หมุนอยู่รอบ ๆ ทำให้มอเตอร์ของอินดักชั่นมอเตอร์หมุนไปได้ ความเร็ว ของสนามแม่เหล็กหมุนที่ตัวสเตเตอร์นี้จะคงที่ตามความถี่ี่ของไฟฟ้ากระแสสลับ ดังนั้นโรเตอร์ของอินดักชั่น ของมอเตอร์ จึงหมุนตามสนามหมุนดังกล่าวไปด้วยความเร็วเท่ากับความเร็วเท่ากับความเร็วของสนามแม่เหล็กหมุน

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มอเตอร์ไฟฟ้า(Part II)

1.3  รีพัลชั่นมอเตอร์
หลักการทำงานของรีพัลชั่นมอเตอร์ (Repulsion-type motor)อาศัยอุปกรณ์แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางทำหน้าที่กดวงแหวนตัวนำให้ติดกับซี่คอมมิวเตเตอร์ การลัดซี่คอมมิวเตเตอร์นั้น เพื่อให้ขณะที่มอเตอร์สตาร์ทไปแล้วที่ความเร็วประมาณ 75% ของความเร็วพิกัดของมอเตอร์อุปกรณ์แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางนี้จะทำงานโดยกดวงแหวนตัวนำลัดซี่คอมมิวเตเตอร์ ทำให้มอเตอร์หมุนรันไปแบบอินดักชั่น ทำให้มีคุณสมบัติเหมือนโรเตอร์แบบกรงกระรอก
โครงสร้างของรีพัลชั่นมอเตอร์ (Repulsion-type motor)
1. สเตเตอร์มีขดลวดพันอยู่เพียงชุดเดียวเหมือนกับขดรันของสปลิทเฟสมอเตอร์

2. โรเตอร์ลักษณะเหมือนกับอาร์เมเจอร์ของมอเตอร์กระแสตรง คือมีขดลวดพันอยู่ในร่องและปลายของขดลวดจะไปต่อตรงที่ขั้วคอมมิวเตเตอร์
3. แปรงถ่านและซองแปรงถ่าน
4. อุปกรณ์แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง

1.4 ยูนิเวอร์แซลมอเตอร์ (Universal motor)
เป็นมอเตอร์ขนาดเล็กมีขนาดกำลังไฟฟ้าตั้งแต่ 1/200 แรงม้าถึง 1/30 แรงม้านำไปใช้กับแหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสตรง และใช้ได้กับแหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสสลับชนิด 1 เฟสมอเตอร์ชนิดนี้มีคุณสมบัติที่โดดเด่น คือให้แรงบิดเริ่มหมุนสูงนำไปปรับตวามเร็วได้ทั้งปรับความเร็วได้ง่าย ขดอาร์เมเจอร์และขดลวดสนามแม่เหล็กจะต่ออนุกรมกัน เมื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าจะเกิดขั้วแม่เหล็กขึ้นที่ตัวอาร์เมเจอร์ และที่ขั้วสนามแม่เหล็ก ทำให้เกิดแรงผลักกันทำ ให้มอเตอร์หมุนไปได้
 โครงสร้างของยูนิเวอร์แซลมอเตอร์ (Universal motor)
1. ขั้วสนามแม่เหล็ก จะมี 2 ขั้ว โดยทำจากแกนเหล็กบาง ๆ อัดซ้อนกัน
2. อาร์เมเจอร์ เป็นแท่งกลมีร่องสำหรับพันขดลวดอาเมเจอร์
3.แปรงถ่าน ทำด้วยคาร์บอนติดตั้งในซองแปรงถ่าน มีสปริงกดแปรงถ่าน ให้แน่นกับคอมมิวเนเตอร์เพื่อนำกระแสไฟฟ้าเข้าและออกจากมอเตอร์

1.5 เช็ดเดดโพลมอเตอร์ (Shaded-pole motor)

เป็นมอเตอร์ขนาดเล็กที่สุดมีแรงบิดริ่มหมุนต่ำมากนำไปใช้งานได้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ๆเช่น พัดลมขนาดเล็ก หลักการทำงานเช็ดเดดโพลมอเตอร์ (Shaded-pole motor) ใช้ขดลวดช่วยหมุนคือลวดทองแดงเส้นใหญ่ที่พันอยู่กับขั้วสนามแม่เหล็กเรียกว่าเชดเดด (Shaded Coil) หรือขดลวดช่วยหมุน เมื่อจ่ายไฟฟ้ากระแสสลับเข้าขดลวดสเตเตอร์ของมอเตอร ์จะเกิดเส้นแรงแม่เหล็กเคลื่อนที่ผ่านโรเตอร์ของ
มอเตอร์และมีสนามแม่เหล็กส่วนหนึ่งที่ผ่านขดลวดเชดเดดทำให้เกิดแรงแม่เหล็กบิดเบี้ยวไปทำให้เกิดแรงบิดหมุน

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มอเตอร์ไฟฟ้า(Part I)

มอเตอร์ไฟฟ้า (MOTOR) หมายถึงเป็นเครื่องกลไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงพลังงานไฟฟ้ามาเป็นพลังงานกลมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเปลี่ยนเป็นพลังงานกลมีทั้งพลังงานไฟฟ้ากระแสสลับและพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง

มอเตอร์ไฟฟ้าแบ่งออกตามการใช้ของกระแสไฟฟ้าได้ดังนี้

- มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ(AC Motor) มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับแบ่งออกเป็น 3 ชนิดได้แก่
1. มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับชนิด 1 เฟส ได้แก่
 1.1 สปลิทเฟส มอเตอร์ (Split-Phase motor)
มีขนาดแรงม้าขนาดตั้งแต่ 1/4 แรงม้า , 1/3 แรงม้า, 1/2 แรงม้าจะมีขนาดไม่เกิน 1 แรงม้าบางทีนิยมเรียกว่าอินดักชั่นมอเตอร์ (Induction motor) มอเตอร์ชนิดนี้นิยมใช้งานมากในตู้เย็น เครื่องสูบนํ้าขนาดเล็ก เครื่องซักผ้า เป็นต้น  หลักการทำงานของสปลิทเฟสการทำงานอาศัยหลักการเหนี่ยวนำทางแม่เหล็กไฟฟ้านั้นเองโดยที่ขดรันและขดสตาร์ทที่วางทำมุมกัน 90 องศาทางไฟฟ้าเพื่อทำให้เกิดสนามแม่เหล็กหมุนไปเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไหลในขดลวดกรงกระรอกกระแสส่วนนี้จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นไปผลักกับสนามแม่เหล็กที่สเตเตอร์ เกิดเป็นแรงบิดที่โรเตอร์ให้หมุนไป

 1.2 คาปาซิเตอร ์มอเตอร์ (Capacitor motor)
 คาปาซิสเตอร์มอเตอร์เป็นมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 1 เฟสที่มีลักษณะคล้ายสปลิทเฟสมอเตอร์มากต่างกันตรงที่มีคาปาซิสเตอร์เพิ่มขึ้นมาทำให้มอเตอร์แบบนี้มีคุณสมบัติพิเศษกว่าสปลิทเฟสมอเตอร์คือมีแรงบิดขณะสตาร์ทสูงใช้กระแสขณะสตาร์ทน้อยมอเตอร์ชนิดนี้มีขนาดตั้งแต่1/20 แรงม้าถึง 10 แรงม้ามอเตอร์นี้นิยมใช้งานเกี่ยวกับ ปั๊มนํ้า เครื่องอัดลม ตู้แช่ ตู้เย็น ฯลฯ ส่วนประกอบของคาปาซิสเตอร์มอเตอร์โครงสร้างของคาปาซิเตอร์มอเตอร์ มีส่วนประกอบส่วน
ใหญ่เหมือนกับแบบสปลิทเฟสเกือบทุกอย่าง คือ
1. โรเตอร์เป็นแบบกรงกระรอก

2. สเตเตอร์ประกอบด้วยขดลวด 2 ชุด คือ ชุดสตาร์ทและชุดรัน


3. คาพาซิสเตอร์หรือคอนเดนเซอร์

วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Plant Information

- เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมการเดินเครื่อง ดังนั้น ระบบย่อยต่างๆ ในโรงไฟฟ้า จึงถูกส่งข้อมูลมายัง Control Room เพื่อที่ Operator ภายใน control room จะควบคุมการทำงานของระบบย่อยต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้โดยการ remote ค่าต่างๆ ที่จำเป็นมาอ่านใน control room
- คำว่า remote คือ การส่งค่าที่ต้องการรู้ เช่น Main Steam Pressure ไปอ่านอีกที่หนึ่ง หรือ หลายๆ ที่ ซึ่งห่างจากจุดที่วัด ซึ่งค่านี้ตรงข้ามกับคำว่า Local Indicator หมายถึง gauge หรือ indicatorที่ติด ณ จุดที่ต้องการวัดเลย

- Remote Indicator มักใช้ร่วมกับ Transmitter หรือสามารถติดตั้ง Alarm Indicating Device ร่วมเข้าไปกับระบบการวัดนี้ได้
ข้อดี ของการใช้ Transmitter ร่วมกับ Remote Control หรือ Indicator มายัง Control Room
1. ปลอดภัยกว่า เช่น การอ่านค่า Main Steam Pressure ถ้าต่อตรงกับจุดที่จะวัด ถ้าท่อที่ต่อเข้า gauge แตกหรือรั่ว จะเป็นอันตรายอย่างมาก
2. การใช้ Transmitter สำหรับ Remote จะให้ผลทางด้านความถูกต้องแม่นยำกว่าในด้านการ Control

อุปกรณ์ที่จะเรียกว่า Transmitter จะต้องมีหน้าที่ครบทั้ง 4 ข้อนี้
1.Convert - แปลงสัญญาณ
2.Amplify - ขยายสัญญาณ
3.Transmit - ส่งสัญญาณออกไปที่อุปกรณ์อื่น
4.Standardize - สัญญาณ output ต้องเป็นสัญญาณ standard

สัญญาณมาตรฐาน ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน มีดังนี้
1. สัญญาณทาง Electronics 4 - 20 mA. หรือ 1-5 V.
2. สัญญาณทาง Pneumatic 3 – 15 Psig หรือ 3 – 27 Psig

- Live Zero หมายถึง Output Signal มีค่าไม่เป็น 0 ขณะที่ input signal มีค่าเป็น 0 เพื่อเป็นการตรวจสอบไปในตัวด้วยว่า Transmitter ทำงานถูกต้อง
- สัญญาณ output เป็นกระแสตรงมีค่า 4-20 mA เป็นค่า Live Zero มาตรฐาน
- สาเหตุที่ใช้เป็นกระแส มีข้อดี คือ ค่ากระแสจะไม่เปลี่ยนแปลง คงที่ตลอดไม่ว่าจะไปใช้ในอุปกรณ์ต่างๆ Indicator, control หรือ Recorder จะอ่านค่าเดียวกันตลอด ดีกว่าส่งออกเป็น Voltage เพราะถ้าสายยาว Voltage Drop จะมากขึ้นค่าจะผิดไป

Recorder 
- อุปกรณ์นี้จะบันทึกค่า Variables ที่สำคัญใน Plant ตลอดเวลา
- สามารถบอก แนวโน้มของระบบ “Trend” และ บอกความผิดพลาดของการทำงานของระบบ
- สามารถวิเคราะห์เหตุการณ์ย้อนหลัง เช่น เมื่อ Plant เกิด Emergency สามารถนำข้อมูลมาประมวล เพื่อนำมาแก้ไขความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นในครั้งต่อไป
- Recorders จะทำงานร่วมกับ Transmitters เสมอ
- ปัจจุบัน นอกจากการบันทึกด้วยหมึกบนกระดาษแล้ว การบันทึกค่า Trend ของ DCS ก็เข้ามาแทนที่ Recorder ทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้ดีขึ้น

Multipoint Recorder 
- สามารถบันทึกค่า variables ต่างๆ ได้มากกว่าบางตัวที่พบสามารถใช้ได้ถึง 24 ค่า โดยการเปลี่ยนสี และบอกแสดงเลขที่ของ แต่ละค่ากำกับไว้
- ลักษณะการบันทึกจะบันทึกค่าโดยการจุด จะจุดเรียงตามลำดับค่า variables แต่ละตัวเมื่อครบแล้วจะเวียนกลับมาจุดตามลำดับอีกเป็นเช่นนี้เรื่อยไปตลอดการบันทึก

Alarm
เมื่อมี alarms ดังขึ้น ขั้นตอนที่ Opereator จะต้องปฏิบัติเป็นดังนี้
1.สำรวจดูว่าเกิดอะไรขึ้น
2.แก้ไขเหตุการณ์ให้ Plant เป็นไปในทางที่ปลอดภัย
3.ดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องจำเป็นเพื่อให้ Plant กลับสู่ภาวะปกติ

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Gas Turbine Maintenance

Gas Turbine มีชิ้นส่วนที่ต้องกระทบกับความร้อน เรียกว่า Hot Gas Path Part ได้แก่
- Combustor Basket
- Transition Piece
- Turbine Blade
- Turbine Vane
จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบตามระยะเวลา ถอดซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนตามอายุการใช้งาน ส่วน Compressor/Turbine Casing จะมีการบำรุงรักษาเพียงเล็กน้อย

งานตรวจสอบและบำรุงรักษา แบ่งออกได้ 4 งานคือ
1.Running Inspection
ตรวจสอบขณะเดินเครื่อง โดยพนักงานเดินเครื่อง ได้แก่ Temperature , Pressure และ Vibration ของอุปกรณ์ เพื่อนำมาพิจารณาหาสิ่งผิดปกติ
2.Combustion Inspection
ตรวจสอบ Part ใน Combustion Section ตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกันความเสียหายของ Turbine Blade และ Turbine vane เนื่องจากชิ้นส่วนที่เสียหายของ Combustion หลุดเข้าไปกระทบการบำรุงรักษา จะใช้วิธีการเปลี่ยนชิ้นส่วนตามอายุมากกว่าการซ่อมแซม

3.Turbine Inspection
ขอบเขตของงานนี้เป็นการตรวจสอบ/ซ่อม Turbine Blade และ Vane โดยเปิด Turbine Casing และรวมงาน Combustion Section ด้วย

4.Major Overhaul
ขอบเขตของงานนี้เป็นการตรวจสอบ/ซ่อม อุปกรณ์ทั้งหมดของ Gas Turbine โดยรวมงาน Combustion Section และ Turbine Section เข้าไปด้วย

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Heat Exchanger

Heat Exchanger คืออุปกรณ์ที่สำคัญของ Plant- Auxiliary Equipment มีหน้าที่ถ่ายเทความร้อนจากของไหลชนิดหนึ่งไปสู่ของไหลอีกชนิดหนึ่ง 
         ตัวแลกเปลี่ยนความร้อนจะเป็น plate ซึ่งจะเป็นลักษณะช่องน้ำผ่าน ซิกเซ็ก แบบฟันเลื่อย จากบนลงล่าง มาประกบกัน หลายแผ่น (แล้วแต่อุณหภูมิที่ต้องการลด หากจำนวนแผ่นเยอะ จะลดอุณหภูมิได้มาก) ระหว่างแผ่นจะมีปะเก็นกันไม่ให้รั่วถึงกันได้ หลักการทำงาน ใช้หลักการวิ่งสวนทาง ระหว่างของเหลว 2 ตัว หนึ่งตัว อุณหภูมิสูง อีกตัวอุณหภูมิต่ำ เพราะฉะนั้น ทางเข้าของๆเหลวทั้ง 2 ตัวนี้ต้องอยู่ตรงข้ามกัน ตัวอยู่บน อีกตัวต้องอยู่ล่าง เพื่อของเหลว 2 ตัววิ่งสวนทางกันได้ของเหลว 2 ตัว จะวิ่งใน plate ที่สลับกัน (1-2-1-2-1-2.....) หาก 1 เป็นน้ำหล่อเย็น ที่ออกจากกระบวนการผลิต ซึ่ง อุณหภูมิสูง และ2 คือ น้ำเย็น จากบ่อเก็บ อุณหภูมิต่ำ วิ่งสวนทางกัน ความร้อนจะถูกถ่ายเท ผ่าน plate ไปยังน้ำเย็น ที่อยู่สลับกัน กว่าจะหมดระยะที่วิ่งสวนกันของเหลวที่ร้อน ก็จะเย็น และน้ำที่เย็นก็จะร้อน(แต่เมื่อแลกเปลี่ยนแล้ว น้ำจากกระบวนการผลิตจะไม่เย็นไปกว่า น้ำเย็น อย่างมากที่สุด จะอุณหภูมิเท่ากัน เหมือนการเฉลี่ยความร้อน และความเย็น และน้ำเย็น ซึ่งพอผ่านกระบวนการแล้ว จะมีความร้อน ก็จะถูกทำให้เย็นโดย(ส่วนใหญ่) ใช้ cooling towerและน้ำจากกระบวนการผลิต แต่ก่อนร้อน ตอนนี้เย็น จะนำไปใช้ ต่อไป โดยปกติแล้ว ปริมาณการไหล ของน้ำจากกระบวนการผลิตที่ผ่าน plate ควรน้อยกว่า น้ำเย็น เพื่อการนำพาความร้อนจะได้มากขึ้น
Exchanger มีการถ่ายเทความร้อน 2 แบบ
1. การนำความร้อน (Conduction)
2. การพาความร้อน (Convection)

Heat Exchanger โดยทั่วไปมี 2 แบบคือ
1.Indirect Contact Heat Exchangers
2.Direct Contact Heat Exchangers

ประเภทของShell and Tube Heat Exchanger
แบ่งประเภทได้ 3 ลักษณะดังนี้
1. ทิศทางการไหลของของไหลทั้ง 2 ชนิด
2. จำนวนครั้งที่ของไหลๆผ่านภายใน Heat Exchanger
3. ลักษณะโครงสร้างของ Heat Exchanger

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

DEAERATOR

Deaerator ทำหน้าที่อุ่นน้ำ และกำจัดออกซิเจน ทำให้ลดการกัดกร่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้า

Spray and Tray De-aerator

DEAERATOR ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทำหน้าที่ต่อไปนี้

1.ทำการส่ง Feed Water ที่มีคุณสมบัติเฉพาะ ณ อุณหภูมิอิ่มตัวซึ่งสัมพันธ์กับความดันไอน้ำใน De aerator

2.ทำการส่ง Feed Water ที่มีค่าของ Oxygen ไม่เกิน 7 ppb (part per Billion) และค่า Co2 เท่ากับศูนย์

3.เป็นที่รองรับ Random System Flow เช่นการหมุนเวียนกลับของ Feed Water จาก Feed Pump และจากการระบายน้ำจาก Heater และอุปกรณ์อื่นๆ

4.จัดให้มีวงจรส่งน้ำที่มั่นคง ในกรณีที่ผิดปกติชั่วคราว เช่น Condensate Pump Trip

5.จัดให้มี Net Positive Suction Head (NPSH) ที่เพียงพอสำหรับ Boiler Feed Pump